วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

อุ้งมือธรรมชาติ

จักวาล โลก และร่างกายมนุษย์ ถูกกำหนดแนวทางการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปไว้ล่วงหน้าแล้ว ทุกองค์ประกอบของทุกสิ่งเป็นความสัมพันธ์ของสสารและพลังงานที่มีรูปแบบและกระบวนการที่ต้องเป็นไปตามนั้น หากใครก็ตามพยายามฝืนธรรมชาติ วิ่งหนีธรรมชาติ หรือสร้างความแปลกแยกแตกต่างจากที่ธรรมชาติกำหนด สุดท้ายก็จะไม่พ้นอุ้งมือธรรมชาติไปได้


พระอาทิตย์ถูกกำหนดให้ส่องแสงเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งในจักรวาล โลกถูกกำหนดให้หมุนรอบดวงอาทิตย์เพื่อสร้างวัฎจักรของสิ่งมีชีวิตบนโลก สิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน พืชกับสัตว์และมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน พึ่งพาอาศัยและทำลายล้างซึ่งกันและกัน ทุกอย่างมีบทบาทหน้าที่ และรูปแบบที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ยกเลิกไม่ได้แต่ปรับปรุงโดยไม่ขัดแย้งกับธรรมชาติได้


หลายคนอาจไม่เชื่อแนวคิดนี้ เพราะคิดว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ เช่นเมื่อก่อนมนุษย์เราอยู่ในถ้ำตามป่าเขาพึ่งพาแม่น้ำลำธาร แต่วันนี้มนุษย์พัฒนาบ้านเมืองก้าวหน้าไปไกล จนกลายเป็นตึกระฟ้าเต็มไปหมดมีระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัยครบครัน มองดูผิวเผินอาจจะใช่ มนุษย์กำหนดได้ แต่ถ้ามองอย่างลึกซึ้งทุกอย่างยังคงโครงสร้างเหมือนเดิมแต่มีสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในทางที่แย่ขึ้น ไร้จิตวิญญาณ ขาดคุณภาพชีวิต


หากเรามองเปรียบเทียบภาพสองภาพ ภาพหนึ่งคือภาพธรรมชาติป่าเขาลำธารที่มนุษย์เคยพำนักพักอาศัยดำรงชีวิต กับภาพของเมืองใหญ่ที่มีตึกสูงเต็มไปหมดเป็นแหล่งดำรงชีวิตของมนุษย์ยุคปัจจุบัน มนุษย์ไม่รู้ตัวว่าแม้พยายามเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็จะกลับไปสู่จุดเดิม มันต่างอย่างไรที่เราระเบิดภูเขามาสร้างเป็นภูเขาลูกใหม่ในรูปของตึกระฟ้า มันต่างกันอย่างไรระหว่างถ้ำกับห้องพักในคอนโดมิเนียม มันต่างอย่างไรที่เราหันหลังให้แม่น้ำหนองบึงแล้วสูบน้ำขึ้นไปไว้บนยอดตึกเพื่อให้ไหลลงมาใช้ และสร้างสระน้ำ บึง น้ำตกเทียมไว้ใกล้ ๆ ที่ทำงานหรือที่พักอาศัยเพื่อใช้มันสร้างความรู้สึกว่าชีวิตมีความสุข
มันต่างอย่างไรที่เราละทิ้งป่าไม้ แต่เราพยายามปลูกต้นไม้ไว้ในตึก หน้าตึกหลังตึก แม้แต่ในห้องน้ำหรือบนโต๊ะทำงานเพื่อให้ชีวิตสดชื่น ปลูกแล้วตายก็ยังพยายามหาต้นไม้เทียมไว้ไกล้ ๆ ตัว มนุษย์ทุกคนมีจิตใต้สำนึกที่โหยหาธรรมชาติที่ได้ละเลยด้วยจิตสำนึกอันเขลายิ่งนัก


แน่นอนความสะดวกสบายกว่า เป็นคำตอบโต้แย้งที่ฟังดูดีมีเหตุผล ว่าเป็นความแตกต่าง แต่ความสะดวกสบายถูกแลกเปลี่ยนกับอากาศที่แย่กว่า น้ำที่แย่กว่า คุณภาพชีวิตที่แย่กว่า เป็นธรรมชาติที่ไร้วิญญาณ สิ่งที่จะตามมาคือความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ คือ สุขภาพที่เลวร้าย จากเดิมที่มนุษย์เข้ากันได้กับทุกสิ่ง กลายเป็นมนุษย์ภูมิแพ้ที่แพ้ทุกสิ่งรอบตัว แม้แต่ตัวเองก็ยังแพ้ มนุษย์รุ่นต่อ ๆ ไปจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร หมู่ตึกระฟ้าอาจกลับคืนเป็นป่าเขาที่ไร้มนุษย์ก็อาจเป็นได้ หากคุณทำลายความเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติจะทำลายชีวิตคุณเพื่อให้โลกคืนสู่สมดุล นี้คือแนวคิดอันเป็นปรัชญาสู่แนวทางอันเป็นคำตอบของการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน ไม่ใช่การแนะนำให้หันกลับไปอยู่ตามป่าเขา แต่ควรอยู่กับโลกปัจจุบันโดยการใช้ชีวิตให้เป็นธรรมชาติที่สุด ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด เพราะธรรมชาติจะดูแลเราเอง ร่างกายของคนเรามีพลังศักยภาพที่จะดูแลสุขภาพตนเองได้ดีเยี่ยมภายใต้ภาวะแห่งธรรมชาติ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น